นักเต้น

อาชีพครูสอนดนตรีและขับร้อง พื้นฐานต้องเรียนอะไรมา

‘อาชีพครู’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การประกอบอาชีพเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการศึกษาเรื่องของวิถีชีวิต จิตวิญญาณของดนตรีต่างๆ เพราะฉะนั้นครูดนตรีจึงจำเป็นต้องมาพร้อมคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว นอกเหนือจากจะมีความสามารถพิเศษ ทางด้านดนตรี และรักในการสอนแล้ว ยังต้องมีจิตวิญญาณผู้รักในเสียงดนตรีอย่างยิ่งยวดอีกด้วย คุณสมบัติของครูดนตรีระดับมืออาชีพ อันดับแรกสิ่งที่ครูดนตรีจะต้องมีก็คือ ทักษะความรู้ความสามารถทางด้านดนตรี โดยจำต้องมาพร้อมความคิด รวมทั้งความสามารถ ในการจะถ่ายทอดความรู้ให้แก่เหล่าเด็กๆได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังต้องมาพร้อมความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ตรงต่อเวลา อีกทั้งยังมาพร้อมความศรัทธาในวิชาชีพของตนเอง การเรียนเอกดนตรี ต้องมีมากกว่าความต้องการ การที่คุณจะตัดสินใจในการเข้ามาเรียนเอกดนตรี จำเป็นต้องมีความทะยานอยากมากกว่านั้น อีกทั้งยังต้องมาพร้อมความกระหายรู้มากกว่าสิ่งอื่นใด เนื่องจากเมื่อคุณเข้ามาเรียนแล้ว คุณจะไม่ได้เรียนเพียงแค่การเล่นดนตรีในแบบที่คุณชอบเท่านั้น หากแต่คุณยังจำเป็นต้องเรียนวิชาอื่นๆด้วย เช่น ทฤษฎี , ประวัติความเป็นมาของดนตรี , การประพันธ์เพลง , วิชาหลักการของวงโยฯ , วิชาภาษาอังกฤษ , วิชาความจริงของชีวิต รวมทั้งอีกมากมายหลายวิชา รวมทั้งการฝึกซ้อมดนตรีซึ่งจะต้องทุ่มเทอย่างบ้าคลั่ง และจริงจัง ไม่ใช่เพื่อความสนุกอีกต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่สามารถทุ่มเทให้แก่การฝึกซ้อมอย่างจริงจัง วันละหลายๆชั่วโมงได้แล้วล่ะก็ อาจเป็นการยากในเส้นทางเส้นนี้ หากแต่คุณคิดว่าคุณมีสิ่งเหล่านี้ ก็พร้อมลุยได้เลย อยากเรียนดนตรีแบบสากล ต้องเรียนแบบครอบคลุมกันไปเลย ! อีกมุมหนึ่งอันมีความน่าสนใจในสาขาวิชาดนตรีสากล ก็คือ จัดเป็นสาขาอันมุ่งเน้น ทางด้านการปฏิบัติเครื่องดนตรีรวมทั้งการแสดงดนตรี นอกจากนี้คุณจะยังได้เรียนรู้ในเรื่องของทางด้านเทคโนโลยีดนตรีต่างๆ…

Read More
สำหรับผู้มีใจรักในการ ‘เต้น’ นั้น ต้องผ่านการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน

ส่องอาชีพครูสอนเต้นเรียนยากไหม ?

สำหรับผู้มีใจรักในการ ‘เต้น’ นั้น ต้องผ่านการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆตลอดเวลา สำหรับอาชีพ ‘ครูสอนเต้น’ ก็จัดเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีความน่าสนใจมาเป็นอย่างยิ่ง สำหรับวันนี้ก่อนที่คุณจะกลายมาเป็นครู ลองมาดูเส้นทางการศึกษาของอาชีพนี้กันก่อนดีกว่า ! สาขาศิลปะการแสดง วิชาเอกการเต้น ซึ่งต้องขอบอกก่อนเลยว่าชื่อคณะในแต่ล่ะมหาวิทยาลัยก็จะมีความแตกต่างกันไปนะ หากแต่จะไม่แตกต่างจากชื่อข้างบนนี้ไปมากเท่าไหร่แน่นอน ซึ่งแน่นอนว่าวิชาส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเรียนที่เน้นในรูปแบบของการปฏิบัติ อันมีการผสมผสานกับวิชาทฤษฎีได้อย่างกลมกลืน ซึ่งวิชาปฏิบัติที่ต้องเจอและเป็นสิ่งที่หลายๆคนต้องการนั่นก็คือ ‘การเต้น’ สำหรับคนที่ชอบเต้นต้องไม่พลาด ! ต้องขอบอกเลยว่าบางคนเข้ามาตอนแรกๆ ทักษะการเต้นก็ยังไม่เป๊ะอะไรมาก หากแต่ต่อมาก็จะเต้นแรงสะเทือนห้องไปเลย โดยผู้ที่ต้องการเป็นครูสอนเต้นสามารถ นำทักษะในการเต้นเหล่านี้นำไปใช้ในการทำงานได้อีกด้วย ยิ่งต้องการเป็นครูสอนเต้าสามารถนำประสบการณ์ตรงนี้ไปประยุกต์ใช้ได้เลย นอกจากนี้ในส่วนวิชาทฤษฎีแน่นอนว่าก็ต้องเรียน เพื่อให้มีความกระจ่างโดยแท้จริง เส้นทางอาชีพหลากหลายมากๆ สามารถทำได้ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง , นักร้อง , นักเต้น , ครู รวมทั้งนักออกแบบเพื่อการแสดง อีกทั้งยังสามารถเป็นผู้กำกับการแสดง , คนคัดเลือกนักแสดง รวมทั้งนักออกแบบเสื้อผ้าต่างๆมากมาย ตลอดจนตำแหน่งอื่นๆในวงการบันเทิง เรียกได้กว้างขวางมากๆ ชอบแบบไหนก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เลย สาขาวิชาการเต้น อยากเข้ามาต้องมีใจรัก โดยการประกอบอาชีพครูสอนเต้นนั้น ไม่ใช่งานที่ง่ายเลย ซึ่งนอกเหนือไปจากความรู้แล้ว คุณยังมีใจรัก , อดทน รวมทั้งยังต้องมีความเต็มใจ…

Read More
ก่อนจะมาเป็นอาชีพครูพละต้องจบอะไรมา

ก่อนจะมาเป็นอาชีพครูพละต้องจบอะไรมา

‘ครู’ จัดเป็นอาชีพซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ โดยครูเป็นผู้ที่คนถ่ายทอดความรู้ ให้สู่นักเรียน -นักศึกษา เพราะฉะนั้นกว่าจะขึ้นชื่อว่า ‘ครู’ นั้นไม่ง่ายเลย สำหรับวันนี้เราก็จะมาแนะนำอีกหนึ่งสาขาวิชาชีพของครูที่น่าสนใจกัน ‘ครูพละ’ มาพร้อมกับวิทยาศาสตร์การกีฬา ‘คณะพลศึกษา’ คือ หนึ่งในสายการเรียนที่ผลิตครูพลศึกษาคุณภาพคับแก้วมาเป็นเวลาอันอย่างยาวนาน ซึ่งสาขาวิชานี้เป็นสาขาซึ่งตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างหลักสูตร โดยมีจุดมุ่งหมายในการผลิตครู รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาให้ดำเนินไปอย่างมีมาตรฐาน ให้มีความสอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของชาติ รวมทั้งตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและสังคม ทำให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างบัณฑิต ให้เกิดความรู้ ความสามารถ ทางด้านวิชาการ รวมทั้งวิชาชีพทางการศึกษา ให้ดำเนินไปอย่างยั่งยืน วิทยาศาสตร์การกีฬา ต้องเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง ? โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาศักยภาพร่างกาย รวมทั้งยกระดับจิตใจของนักกีฬา ให้เล่นกีฬาได้อย่างทรงพลังมากที่สุด ด้วยการประยุกต์ หลักทางวิทยาศาสตร์ , สรีรวิทยา , กายวิภาคศาสตร์ และจิตวิทยา รวมทั้งอื่นๆอีกมากมาย อีกทั้งยังมีการศึกษาเกี่ยวกับระบบการทำงานของมนุษย์ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จบไปแล้วสามารถทำงานอะไรได้บ้าง ? โค้ชฝึกสอนกีฬา สำหรับผู้มีความสามารถกีฬาอย่างอัดแน่นอย่างเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว และชอบสอนผู้คน ก็ไปเป็นโค้ชฝึกสอนได้ โดยได้เรียนทั้งศาสตร์ทางด้านกีฬานานาประเภท รวมถึงกายวิภาคศาสตร์ ตลอดจนจิตวิทยา ทำให้กำหนดรูปแบบการฝึกซ้อมกีฬา พร้อมจัดโปรแกรมการฝึกซ้อมได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย นักวิทยาศาสตร์ทางการกีฬา เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตามทีมกีฬาต่างๆ…

Read More
หลักการสอนคนที่ดีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

หลักการสอนคนที่ดีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

‘การเป็นคนดี’ คือ การใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสงบสุข มีความสันติ ไม่ทำให้ผู้อื่น หรือสังคมเดือดร้อน ประเทศชาติที่ดี จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการมีพลเมืองเป็นคนดี มีจิตสำนึกอำนาจแห่งเหตุผล หากแต่การจะสอนให้คนเป็นคนดี มีเหตุผลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ วิธีการสอนคนให้เป็นเป็นคนดีมีเหตุผล ต้องสอนกันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ลากยาวต่อเนื่องกันไปจนถึงตอนเป็นผู้ใหญ่ทั้งในและนอกโรงเรียน สำหรับวิธีการสอนนั้นต้องแนบเนียน และสอนด้วยการทำตัวอย่างจริงให้ดู เพราะฉะนั้น ‘ผู้เป็นครูบาอาจารย์ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ สั่งสอนให้เป็นคนดี’ ได้ดังนี้… หลักการสอนศิษย์ให้เป็นคนดีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง มีดังนี้… ฝึกฝนให้เป็นคนดี ด้วยการขัดเกลาจิตวิญญาณ ให้รู้จักคิดพิจารณา จนมีปัญญาอยู่เหนือสัญชาติญาณดิบของสัตว์ป่า สอนให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง คือ ทำให้เกิดความเข้าใจว่ามนุษย์ ‘เป็นสัตว์สังคม’ ซึ่งในคนๆหนึ่งต้องเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ มีความเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า การสำนึกบุญคุณคน ต้องสอนให้เขารู้ว่า ‘มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่มีบุญคุณต่อกันทั้งสิ้น ไม่ก็ทางใดก็ทางหนึ่ง’ อย่าหยิ่งจนไม่เห็นหัวผู้อื่น สอนศิลปวิทยาให้อย่างหมดเปลือก คือ การเรียน-การสอน , ให้มีความรู้ , พร้อมฝึกฝนการทำงานและสร้างอาชีพให้แก่ตัวเองต่อไปในอนาคต เพื่อให้ลูกศิษย์มีความสามารถ ในการทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง และครอบครัว ให้มีความสุขความเจริญสืบไป ตลอดจนปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป ได้อย่างดี ซึ่งนั่นก็คือการเรียนรู้ทักษะชีวิตนั่นเอง…

Read More
ครูไทย กับครูต่างประเทศ

หลักการสอนของของครูไทยต่างจากประเทศอื่นอย่างไร ?

เมื่อพูดถึงหลักการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย หนึ่งในประเด็นที่หลายคนๆ ต่างหยิบมาวิจารณ์ นั่นก็คือความแตกต่างระหว่างระบบการศึกษาไทย กับระบบการศึกษาของต่างประเทศ ซึ่งมีการนำมาเปรียบเทียบกันหลายต่อ หลายครั้งแล้ว โดยหลักการสอนของของครูไทยกับครูต่างจากประเทศนั้นมี ความแตกต่างในเรื่องใดกันบ้าง มาดูกันเลย… วิธีการเรียนรู้ สำหรับในประเทศไทย มักเป็นการเรียนรู้แบบท่องจำ , ฟังคำบรรยาย แล้วก็นำความรู้ที่ได้จากการท่องจำไปสอบ แต่ถ้าเป็นการเรียนการสอนของครูในต่างประเทศ ความรู้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง หากแต่ส่วนสำคัญที่ครูในต่างประเทศให้ความสำคัญ ก็คือ การคิด-วิเคราะห์ ทั้งเหตุและผล ตลอดจนประยุกต์เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นให้ตกผลึก ทำให้การเรียนในต่างประเทศนั้น ทำให้เกิดวิธีคิดได้อย่างเป็นตรรกะมากกว่า การแต่งกาย สำหรับระบบการศึกษาในประเทศไทย จะเน้นการแต่งกายไปโรงเรียน อย่างมีแบบแผนทั่วกัน และสิ่งสำคัญ คือ ทรงผมต้องถูกระเบียบ โดยครูหลายคนเป็นผู้ลงมือตัดผมของลูกศิษย์ด้วยตัวเอง ถ้าพบทรงผมไม่ถูกใจ แต่สำหรับในต่างประเทศการแต่งกาย เป็นไปอย่างมีสิทธิเสรีภาพ สามารถแต่งอะไรก็ได้ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานกาลเทศะ ขนาดของห้องเรียน สิ่งหนึ่งที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างการดูแลนักเรียนของครูไทยกับครูต่างประเทศ ก็คือ ‘จำนวนนักเรียนที่ต้องดูแล’ โดยขนาดของห้องเรียนในประเทศไทย ถ้าเป็นมัธยมของรัฐชื่อดัง มีจำนวนนักเรียนห้องละ 40 คนขึ้นไป ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นห้องเรียนในต่างประเทศ จะมีการกำหนดว่าจะมีจำนวนเท่าไร หากแต่อย่างมากก็ไม่เกิน 25 คนเท่านั้น ซึ่งจำนวนอันแตกต่างกันอย่างมากนี่แหละ…

Read More
การเป็นครู

เส้นทางของการเป็นครูต้องผ่านอะไรบ้าง ?

‘ครู’ เป็นอีกอาชีพหนึ่งซึ่งจัดเป็นความฝันของเด็กไทย หากแต่เส้นทางของการเดินไปสู่อาชีพครูนั้นก็ไม่ใช้หมูๆ สำหรับ คุณผู้อ่านที่สนใจอยากเข้าศึกษาต่อในสาขา ‘ครุศาสตร์’ แล้วกำลังจะตัดสินใจว่าสาขาวิชานี้จะเหมาะกับตัวเองหรือเปล่า ลองมาอ่านเส้นทางที่คุณต้องเจอเหล่านี้กันเถอะ เส้นทางของการเป็นครู อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกอาชีพบนโลกนี้ ล้วนมีข้อดี-ข้อด้อย ด้วยกันทั้งสิ้น ขอให้คุณที่สนใจในเส้นทางการเป็นครู ศึกษาให้ดีก่อนว่าในอนาคตจะสามารถมีความสุขไปกับข้อดีของอาชีพครู และใช้ชีวิตอยู่กับอาชีพครูไปอีกนานแสนนานได้หรือไม่ หากคุณอยากเป็นครู เพราะชอบเด็กๆ หรืออยากเป็นครู เพราะต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่อนาคตของชาติ เราก็ขอเอาใจช่วยให้คุณ ทำตามความฝันของตนเองได้สำเร็จ PAT 5 บททดสอบด่านสำคัญ PAT 5 คือ ข้อสอบ ซึ่งคุณจะต้องใช้ยื่นคะแนนที่คณะครุศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยที่เปิดรับ โดยข้อสอบ PAT 5 เป็นข้อสอบเฉพาะกลุ่ม อันประกอบด้วย 2 ส่วน ในส่วนแรกคือ ความรู้พื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์ , วิทยาศาสตร์ , สังคม , ภาษาไทย , ภาษาอังกฤษ เป็นต้น ส่วน 2 คือ…

Read More
เปิดประวัติอาชีพครู และอนาคตของอาชีพแม่พิมพ์ของชาติ

เปิดประวัติอาชีพครู และอนาคตของอาชีพแม่พิมพ์ของชาติ

ความรู้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ผู้สอนก็มีความสำคัญไม่แพ้กันอาชีพครู เป็นอาชีพที่มีความน่าเคารพนับถือ เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ และให้ความรู้แก่ทั้งเยาว์ชน และนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคตโลกยังจำเป็นต้องมีครูเป็นผู้ถ่ายถอดความรู้สืบต่อไป ถึงแม้ว่าเราจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลเต็มตัว อาจมีการเรียนผ่านออนไลน์ บางคนอาจคิดว่ามันจะต้องมีหุ่นยนต์มาเป็นครูสอนในอนาคตอันใกล้ แน่นอนว่าหุ่นยนต์เป็นสิ่งที่มีความฉลาดแต่ก็ไม่เหมาะกับการนำมาใช้งานได้ทุกอย่าง ดังนั้นมันจึงมีข้อจำกัดในการนำมาใช้ซึ่งก็ไม่ใช่เร็ว ๆ ในอีก 30 – 40 ปีนี้อย่างแน่นอน ประเทศไทยนั้นเริ่มมีเปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปได้มีการศึกษาตั้งแต่ช่วยยุคสมัยโบราณปี พ.ศ.1781 เป้นต้นมา จนกระทั่งผ่านกรุงสุโขทัย – กรุงศรีอยุธยา – กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนได้มีการปฏิรูปการศึกษาไทยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2412 ซึ่งในสมัยนี้จะมีการศึกษาภายในบ้าน และในวัดเป็นส่วนใหญ่ และการศึกษาระดับสูงมักจะอยู่ในแถบวังซึ่งเป็นที่ ๆ มีนักปราชญ์มากมายผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ รวมตัวกันเพื่อใช้ความรู้มาปรับใช้ในบ้านเมือง ผู้คนในสมัยนี้มักนิยมส่งลูกหลานไปบวชเรียนเพื่อขัดเกลาจิตใจโดยมีพระอาจารย์เป็นครูผู้สอนในสมัยช่วงเวลานั้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปความรู้ส่วนใหญ่ที่เล่าเรียนกับจะเป็นการเรียนวิชาทหาร เพื่อการฝึกใช้อาวุธ มวย กระบอง และตำราสงครามพิชัยยุทธ์เพื่อใช้ในการรบ ต่อมาในปี พ.ศ.2414 มีการสร้างโรงเรียนนายทหารมหาดเล็กขึ้นในวัง โดยได้มีผู้มีความรู้ต่าง ๆ ในศาสตร์หลายแขนงได้มาทำหน้าที่เป็น “ครู” ภายในโรงเรียน ต่อมาโรงเรียนมหาดเล็กได้เปลี่ยนเปลี่ยนใหม่เป็น “โรงเรียนสวนกุหลาบ” โดยเน้นในการเรียนการสอนภาษาไทย และวิชาคณิตศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ.2427…

Read More

เปิดประวัติครูชื่อดังในประเทศไทยแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่

อาชีพครูเป็นอาชีพที่ถือได้ว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ไม่ว่าจะอยู่ชาติไหนอาชีพนี้ล้วนมีความสำคัญ และจำเป็นต้องการพัฒนาชาติ เพื่อมอบองค์ความรู้ให้กับเยาว์ชนเพื่อเติบโตไปเป็นกำลังของชาติ ในประเทศไทยเรานั้นมีครูคนเก่ง ๆ หลายท่าน แต่อาจมีเพียงไม่กี่ท่านที่ได้รับการยอมรับนับถือ และให้การชื่นชมในความสามารถ อีกทั้งยังสามารถถ่ายถอดความรู้ด้วยวิธีการที่มีเอกลักษณะไม่น่าเบื่อ โดยเฉพาะวันนี้เราจะพามาเปิดประวัติครูผู้หญิงท่านหนึ่งที่อยู่ในวงการศึกษาไทยมายาวนานเกือบตลอดทั้งชีวิต ท่านทั้งหลายคงอาจจะรู้ท่านในชื่อ “อาจารย์แม่” หรือ “รองศาสตราจารย์ สุนีย์ สินธุเดชะ” เราหลายคนมักจะเห็นอาจารย์แม่ออกรายการโทรศัพท์มากมายเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาต่าง ๆ ในประเทศไทย อาจารย์แม่ เป็นคนจังหวัดตาก เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคา พ.ศ.2479 หลังจากได้จบการศึกษารัดับปริญญาตรี ก็ได้เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในโณงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนเด็ก ๆ ในโรงเรียนมักจะเรียกว่า “คุณยาย” เพื่อแสดงความเคารพ นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมพรรคการเมืองในฐานะรองหัวหน้าพรรคถิ่นไทย แต่ไม่นานก็ได้ลาออกไปและไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกเลย ถึงแม้ว่าอารจารย์แม่จะอายุเยอะแล้วก็ตามในตอนนี้ แต่ก็ยังคงติดตามเรื่องราวข่าวสารในสังคมอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะให้คำปรึกษากับเหล่าเด็กนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ ด้วยการที่อาจารย์แม่รักเด็กทุกคนเหมือนกับลูกของตนเอง ทำให้ทุกคนก็คิดเช่นเดียวกัน จึงไม่แปลกที่เด็กสมัยใหม่นั้นจะมองอาจารย์แม่เป็นไอดอลของพวกเขา อีกทั้งยังใช้เป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาเล่าเรียน ประกอบกับการทำกิจกรรมอื่น ๆ  ปัจจุบันนี้อาจารย์แม่ได้อายุมากขึ้นจนเริ่มไม่ค่อยสะดวกที่จะทำงานหนักมากนัก จึงได้เกษียณอายุราชการแล้วกลับไปรับหน้าที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัฒฑิต แต่อย่างไรก็ตามทุกคนก็ยังคงเห็นอาจารย์แม่ออกมาโต้ตอบกระแสโซเชียลอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในด้านการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เมื่อมีใครมาใช้ภาษาไทยแบบผิดจนเกิดกลายเป็นประเด็นดังขึ้นมา ก็จะเป็นหน้าที่ของอาจารย์แม่ต้องมาออกโรงจัดการบรรดาคนผิด โดยเฉพาะประเด็นอย่างเรื่องรัก ๆ ระหว่างครูและเด็กนักเรียนที่อาจารย์แม่ก็ออกมาให้ความเห็นด้วยเช่นกัน อาจารย์บอกว่าครูมีหน้าที่มอบความรู้ให้กับนักเรียน ความรักที่ต่อนักเรียนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี…

Read More

หากลูกไม่สนใจการเรียนผู้ปกครองควรทำอย่างไร

การเรียนไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถบังคับกันได้ แต่ให้คุณลากพวกเขาไปก็ไม่มีประโยชน์ นอกจากจะทำให้เด็กเก็บกดแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดภาวะทางจิตใจที่ไม่มั่นคง โดนเพื่อนกลั่นแกล้ง หรือไม่ก็กลายเป็นเด็กก้าวร้าวไม่ฟังผู้ใหญ่ ปัญหาเหล่านี้มีอยู่มากในสังคมทั่วทุกมุมโลก สาเหตุหลัก ๆ เกิดจากการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป ซึ่งเด็กแต่ละคนก็มีปัญหาไม่เหมือนกัน ทำไมพวกเขาถึงไม่ชอบที่จะเรียน เราไม่สามารถฟันธงได้ว่าเขาต้องติดเกมแน่ ๆ ถึงไม่อยากเรียน หรืออาจจะคิดว่าเขาเป็นเด็กเกเร ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการวิเคราะห์ปัญหา สิ่งที่ผู้ปกครองควรจะทำเป็นอันดับแรกคือการรับฟังปัญหาของเด็ก เข้าไปคุยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาคิดอย่างไร ยกตัวอย่างเช่นเด็กคนหนึ่งมีปัญหากับเพื่อนในห้องเรียน กลับมาบ้านก็ไม่พูดไม่จาเพราะรู้สึกโมโหและเก็บกดที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทำให้ไม่มีสมาธิในการทำสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการเล่าเรียน อย่างนี้สิ่งที่ควรทำคือการสอนให้เรียนรู้การควบคุมอารมณ์ และปล่อยวาง เพราะการใช้กำลังในการแก้ปัญหาคงไม่ถูกเสียทีเดียว ถึงแม้ว่ามันสมควรโดน ควรปรึกษาหารือและขอความร่วมกับทางครู และผู้ปกครองของเพื่อน ให้ช่วยกันแก้ปัญหานี้ด้วยกัน จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ หรือในอีกกรณีหนึ่งถ้าเป็นเด็กที่ชอบเล่นเกมจนเป็นสาเหตุที่ผลการเรียนตกต่ำ พ่อแม่หลายคนมักแก้ปัญหาด้วยการไม่ให้เล่นเกมอีกเลย ผลลงเอยกลายเป็นเด็กเก็บกด ไม่พอใจพ่อแม่ และก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ถ้าอย่างนั้นเราควรทำอย่างไรล่ะ? แน่นอนว่าการเล่นเกมมากเกินไปเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่การเล่นแบบพอประมาณช่วยให้เด็กมีความสุข ควรกำหนดวันเวลาเล่นให้กับเขา อย่างเช่นทำการบ้านเสร็จถึงจะเล่นได้ แต่ห้ามเล่นเกิน 3 – 4 ชั่วโมงก็ว่ากันไป ส่วนวันหยุดก็ใช้เช่นเดียวกันถ้าหากเกิดมีงานที่ต้องทำ แต่ถ้าว่างก็ไม่ควรจะสร้างขอบเขตที่มากเกินไป จะทำให้เด็กมีความคิดว่าถูกควบคุมอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้สิ่งที่ผู้ปกครองทำได้อีกอย่างเพื่อกระตุ้นให้เขามีความอยากเรียน เด็กทุกคนย่อมมีสิ่งที่อยากได้ การให้โอกาสเขาในการทำตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ รวมถึงรางวัลก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ…

Read More
ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กในวัยต่างๆ

ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กในวัยต่างๆ

การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์ เราเริ่มที่จะคิด และเริ่มที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ยุคหิน โดยเริ่มจากการเรียนรู้ที่จะใช้สิ่งของต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้การเรียนรู้ก็ยังคงสำคัญไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกหลานของเรานำไปใช้ประกอบอาชีพ ใช้สร้างฐานะครอบครัว แต่การยัดเยียดสิ่งต่าง ๆ ให้เด็กเรียนทุก ๆ อย่างพร้อมกันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก จึงมีคำแนะนำว่าเด็กในแต่ละวัยนั้น ควรจะเน้นสอนในเรื่องไหนบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับสมอง และร่างกาย โดยสามารถแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้ เด็กในช่วง 12 – 18 เดือน ในช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จำเป็นตัวกำหนดคุณภาพในการใช้ชีวิตและทักษะต่าง ๆ พยายามมองหากิจกรรมที่สามารถทำร่วมกับเด็กได้ อย่างเช่นการใช้ภาพคำศัพท์รูปสัตว์ชนิดต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นจินตนาการ และสร้างความคุ้นเคยกับภาพ หรือตัวหนังสือ ในช่วงเดินเตาะแตะเด็ก ๆ อาจจะซนเป็นพิเศษ พวกเขาจะเดินไปทุกที่ จึงควรพยายามให้เขาอยู่ในสถานที่ ๆ เหมาะสม และตระหนักไว้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ว่าพ่อแม่จะระมัดระวังกันมากแค่ไหนก็ตาม เด็กอายุ 2 ขวบ ในช่วงเด็กก่อนวัยเรียนจะมีความซนสุด ๆ ควรหากิจกรรมให้ทำอย่างเช่น การตัดกระดาษ ตัดแปะ ระบายสี และร้องเพลง ทำเป็นประจำทุกวัน เมื่อบุตรของท่านเริ่มเข้าอนุบาลตั้งแต่อายุห้าขวบ ควรเพิ่มการทำกิจกรรมเสริมความรู้อย่างการเรียนตัวเลข ตัวหนังสือ…

Read More