ครูไทย กับครูต่างประเทศ

เมื่อพูดถึงหลักการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย หนึ่งในประเด็นที่หลายคนๆ ต่างหยิบมาวิจารณ์ นั่นก็คือความแตกต่างระหว่างระบบการศึกษาไทย กับระบบการศึกษาของต่างประเทศ ซึ่งมีการนำมาเปรียบเทียบกันหลายต่อ หลายครั้งแล้ว โดยหลักการสอนของของครูไทยกับครูต่างจากประเทศนั้นมี ความแตกต่างในเรื่องใดกันบ้าง มาดูกันเลย…

วิธีการเรียนรู้

สำหรับในประเทศไทย มักเป็นการเรียนรู้แบบท่องจำ , ฟังคำบรรยาย แล้วก็นำความรู้ที่ได้จากการท่องจำไปสอบ แต่ถ้าเป็นการเรียนการสอนของครูในต่างประเทศ ความรู้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง หากแต่ส่วนสำคัญที่ครูในต่างประเทศให้ความสำคัญ ก็คือ การคิด-วิเคราะห์ ทั้งเหตุและผล ตลอดจนประยุกต์เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นให้ตกผลึก ทำให้การเรียนในต่างประเทศนั้น ทำให้เกิดวิธีคิดได้อย่างเป็นตรรกะมากกว่า

การแต่งกาย

สำหรับระบบการศึกษาในประเทศไทย จะเน้นการแต่งกายไปโรงเรียน อย่างมีแบบแผนทั่วกัน และสิ่งสำคัญ คือ ทรงผมต้องถูกระเบียบ โดยครูหลายคนเป็นผู้ลงมือตัดผมของลูกศิษย์ด้วยตัวเอง ถ้าพบทรงผมไม่ถูกใจ แต่สำหรับในต่างประเทศการแต่งกาย เป็นไปอย่างมีสิทธิเสรีภาพ สามารถแต่งอะไรก็ได้ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานกาลเทศะ

ขนาดของห้องเรียน

สิ่งหนึ่งที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างการดูแลนักเรียนของครูไทยกับครูต่างประเทศ ก็คือ ‘จำนวนนักเรียนที่ต้องดูแล’ โดยขนาดของห้องเรียนในประเทศไทย ถ้าเป็นมัธยมของรัฐชื่อดัง มีจำนวนนักเรียนห้องละ 40 คนขึ้นไป ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นห้องเรียนในต่างประเทศ จะมีการกำหนดว่าจะมีจำนวนเท่าไร หากแต่อย่างมากก็ไม่เกิน 25 คนเท่านั้น ซึ่งจำนวนอันแตกต่างกันอย่างมากนี่แหละ ได้ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน รวมทั้งการดูแลของครูอย่างทั่วถึงด้วย

สิทธิเสรีภาพ

การเรียนการสอนของประเทศไทย เป็นสิ่งที่จำกัดความสามารถของนักเรียนมากจริงๆ เช่น เรื่องต้องบังคับให้เป็นอย่างนั้นนี้ เรื่องนี้ต้องบังคับให้ทำอย่างนั้น เป็นต้น ซึ่งมีความแตกต่างจากการศึกษาในต่างประเทศ ที่มีการบังคับน้อยกว่า นักเรียนทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะทำหรือไม่ทำกิจกรรมที่กำหนดได้ ในสภาพสังคมไทยครูหลายๆคนบังคับกดดันนักเรียน จนเกินขอบเขตของความพอดี

‘ครู’ ในการศึกษาของไทย กับครูในต่างประเทศ มีความแตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ก็เกิดจากบริบท , สภาพแวดล้อม รวมทั้งสภาพสังคมที่มีความแตกต่างกัน โดยการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของไทย และเปลี่ยนแปลงแนวคิดของครู ให้มีความทันสมัยขึ้น เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพราะจะได้นำความเปลี่ยนแปลงนี้มาตอบสนองโลกพัฒนานักเรียนในยุคต่อไป ให้มีคุณภาพ และมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น