มอบความรักและความห่วงใย อย่างจริงใจ

เชื่อไหมว่า เด็กๆสัมผัสได้ว่าพ่อแม่ปู่ย่าน้าอา ให้ความรักใคร่ห่วงใยพวกเขาแค่ไหน ลองสังเกตดูสิคะว่า ทำไมบางครั้งลูกๆหลานๆคุณจึงชอบอยู่กับปู่ย่าหรือน้าอาบางคนมากกว่า แต่จะไม่ชอบอยู่กับอีกคน เพราะเขารับรู้ได้ว่าคนไหนที่ใจดีกับเขาด้วย เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะความสัมพันธ์จากความรักนี่แหละ คือสิ่งที่จะช่วยเป็นตัวเตือนสติหรือทำให้เขาระลึกถึงคำสอนของคุณได้ เรียกง่ายๆว่า เขาจะเชื่อคุณหรือไม่ อยู่ที่ตรงนี้เลย

วิธีการง่ายๆ เช่น กอดเบาๆ ให้กำลังใจบ้าง เวลาเขาทำอะไรสำเร็จ เขาทำคะแนนในการเรียนได้ดีขึ้น ก็หัดชมเขาบ้าง เพราะเด็กไม่ใช่อัจฉริยะที่จะอ่านใจผู้ใหญ่ออกไปหมด คุณอยากให้เขารู้สึกภูมิใจ และมั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ดี ถูกต้อง ควรจะทำให้ดียิ่งขึ้น ก็ควรชื่นชมเขาบ้าง แน่นอนว่าก็ให้แต่พอดี ไม่อย่างนั้นเขาจะเหลิงได้เช่นกัน สรุปแล้ว ทางสายกลาง

 

 

อย่าใส่ความคาดหวังกับลูกๆมากเกินไป

เชื่อเถอะ ตอนคนส่วนใหญ่ยังเด็ก ก็ไม่ชอบนักหรอกเวลาพ่อแม่จ้ำจี้จ้ำไชว่า ต้องเป็นหมอ ทนาย วิศวกร ข้าราชการ ผู้พิพากษา ตำรวจ ฯลฯ ก็ในเมื่อเราเองไม่ชอบ ดังนั้นก็อย่าไปทำแบบนั้นกับลูกหลานต่อเลย

เวลานี้เป็นยุคดิจิตอล ข้อมูลข่าวสารถึงกันหมด ทุกอาชีพในโลกตอนนี้จึงมีคุณค่า สามารถมีเกียรติ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ ถ้าหากมุ่งมั่นตั้งใจและเก่งมากพอ คุณปล่อยให้เขาไปค้นหาตัวเองระหว่างอยู่ในรั้วโรงเรียนเลย อย่างน้อยที่สุด ถ้าเขาออกมาบอกว่า อยากเล่นกีฬา อยากเป็นนักฟุตบอลเหมือนเมสซี่เจ อยากตีแบตเก่งแบบเมย์รัชนก หรืออยากเป็นนักร้องแบบตูนบอดี้แสลม เป็นจิตรกรแบบอาจารย์ถวัลย์ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ก็ปล่อยให้ทำไปเลย เราแค่ช่วยสนับสนุน ไกด์ไลน์อยู่ข้างๆ ห่างๆ หรืออาจตั้งเงื่อนไข ถ้าเห็นว่า ไม่น่าจะใช่ทางเขา เช่น ถ้าผลการเรียนตก ก็จะไม่ให้เงินไปเรียนร้องเพลง วาดรูป เตะฟุตบอลนะ อย่างน้อยผลการเรียนต้องระดับนี้ เพื่อทดสอบความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาด้วยว่าเอาจริงแค่ไหน หรือถ้าเขาอยากเป็นหมอจริงๆ แต่เราพบว่าหัวเขามาทางนั้นไม่ได้เอาเสียเลย กลับกลายเป็นว่า เหมาะจะเป็นเชฟทำอาหาร แถมดูแล้วมีความสุขกว่าอีก ก็ค่อยลองแนะนำเขาดู

ตอนนี้มันหมดยุคแล้ว อย่าไปบังคับให้พวกเขาเป็นในสิ่งที่ แท้จริงแล้วพ่อแม่ต่างหากที่อยากเป็น แต่จงรักในตัวตนของเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่อให้เขาเจออุปสรรคในการทำตามเป้าหมายก็ตาม

 

ห้ามเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น

นี่รวมถึงการเปรียบเทียบกับพี่น้องด้วยนะ เพราะเด็กทุกคนจะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่เหมือนใคร ควรเลือกมองจุดเด่นของแต่ละคน ปลูกฝังให้พวกเขาทำตามฝันไปเลย เด็กจำนวนมากที่เสียคนหรือรู้สึกมีปมด้อย พ่อแม่ไม่รัก ก็เพราะตัวผู้ปกครองนี่แหละที่ชอบเอาไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น แล้วนิสัยหนึ่งที่ชอบเป็นกันคือ พูดบ่นย้ำๆ ลูกตัวเองไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ คนอื่นดีกว่า ทั้งที่จริงแล้ว เขาไม่ได้เป็นแบบนั้น สุดท้าย ลูกหลานคุณก็อาจคิดว่า ในเมื่อย้ำนัก งั้นก็ไม่ดีไปซะเลย จากการประชดประชันของพวกเขา สุดท้ายก็ทำให้เป็นเรื่องจริงไป

 

ให้เวลาบ้าง ไม่ใช่แค่ให้เงิน

สำหรับผู้ปกครองที่มีฐานะ แล้วคิดว่าการให้เงินซื้อความสุขนอกกาย จะเป็นการแสดงความรัก นี่เป็นปัญหาคลาสสิกสำหรับคนในเมืองที่พ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่กับลูก เพราะต้องดิ้นรนทำงานหาเงิน อันที่จริงแล้ว มีทางออกวิธีหนึ่ง อยู่ที่ว่าผู้ปกครองจะบริหารอย่างไรแล้ว นั่นคือ พาเขาไปให้เห็นการทำงานและอาชีพของพ่อแม่ ไปคลุกคลีเลยว่า กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทนั้น ยากขนาดไหน ไม่แน่นะ นี่มันอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขามุ่งมั่นขยันเรียนไปเลยก็ได้ หรือในบางอาชีพ เขาอาจเข้ามาช่วยทำงานพิเศษให้เรา แบ่งเบาภาระได้ก็มี เช่นทำร้านอาหาร ค้าขายทั่วไป ที่สำคัญ ทำให้เขาเห็นโลกความเป็นจริงบ้าง อย่าไปคิดว่า โอ้ย ยังเด็ก เร็วเกินไป บางทีการเตรียมความพร้อมไว้ที่นอกเหนือจากไข่ในหิน หรือเอาแต่เรียน อาจส่งผลดีอย่างไม่คาดคิด