ในทางจิตวิทยาที่ว่าด้วยครอบครัว เด็กและเยาวชน ถือว่า ผู้ปกครอง พ่อแม่ ปู่ย่า น้าอา ที่ต้องดูแลเลี้ยงดู หรือสถาบันครอบครัว เป็นส่วนประกอบที่สำคัญสูงสุด แล้วจะมีผลต่อเด็กคนนั้นไปยาวนาน ในทางจิตวิทยาพบว่า อาจส่งผลแทบทั้งชีวิตหลังจากนั้นเลยก็ว่าได้

มีงานวิจัยหลายชิ้น บ่งชี้ถึงประโยชน์จากการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการเลี้ยงดูอบรมลูกหลาน และในแง่ของการศึกษา ว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดในการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้ได้คุณภาพสูงสุด งานวิจัยชิ้นสำคัญจากมหาวิทยาลัย Rochester ใน New York และจากมหาวิทยาลัย Notre Dame บ่งชี้ว่า หัวใจสำคัญคือ การสร้างความสัมพันธ์ ความอบอุ่นภายในครอบครัว ด้วยการสำรวจในลักษณะนี้ จึงแบ่งประเภทของผู้ปกครองไว้ 3 กลุ่มคือ

ครอบครัวที่อบอุ่น ไม่อบอุ่น และอบอุ่นปานกลาง

อันที่จริงนี่เป็นเรื่องของดัชนีชี้วัดในเชิงนามธรรม เป็นการยากที่จะบอกได้ว่า ครอบครัวไหนอบอุ่นมากน้อยแค่ไหน เพียงแค่ใช้สายตาหรือแบบทดสอบเท่านั้น แต่การประเมินและสำรวจดังกล่าวก็ใช้หลักการพื้นฐานที่สุดเข้าช่วย นั่นคือการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง รวมไปถึงลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ การยิ้มแย้ม ใช้เวลากับลูกๆ การพูดจา เป็นต้น

หนึ่งในตัวอย่างงานสำรวจนั้น มุ่งเจาะที่พฤติกรรมของเด็กๆเมื่ออยู่ในโรงเรียน ทีมวิจัยลงมือสำรวจความสัมพันธ์ของครอบครัวที่มีลูกทั้งหมด 200 กว่าครอบครัว จึงพบว่าเด็กในครอบครัวที่ไม่ค่อยอบอุ่นนั้น มักมีพฤติกรรมไปในทางก้าวร้าว โวยวาย เข้าร่วมทำกิจกรรมกับคนอื่นได้ยาก ส่วนแย่ที่สุดคือ นำไปสู่บ่อเกิดของความกังวล ซึมเศร้า เก็บตัว ฉุนเฉียวง่าย ไม่ค่อยยิ้มแย้ม ในทางตรงกันข้าม คนที่ร่าเริงมักมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่พ่อแม่ให้ความอบอุ่น เข้าหาลูก ไม่ใช้อารมณ์ในการสั่งสอนหรือดุด่าเกินไป แนวโน้มพฤติกรรมรุนแรงจึงน้อยกว่า

มีงานวิจัยอีกหลายชิ้น ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและจะส่งผลดีต่อตัว ข้อเสนอของนักวิชาการเรื่องจิตวิทยาในเยาวชนเหล่านี้คือ ผู้ปกครองจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วย เพราะผลดีก็อยู่ที่ตัวลูกๆของพวกเขาเอง เนื่องจากงานสำรวจยังเพิ่มเติมว่า มันส่งผลต่อพัฒนาการเรื่องความสำเร็จด้านทางการศึกษาของพวกเขาอย่างเด่นชัด อีกทั้งยังช่วยผลักดันให้โรงเรียนได้จัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วย รัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะในอังกฤษ เครือจักรภพ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา จึงเห็นชอบให้กำหนดบทบาทของพ่อแม่ต่อสถานศึกษาทุกระดับ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุตรหลานของตนในวัยเรียนอย่างจริงจัง ใช้คำว่าเป็น หุ้นส่วน ของสถานศึกษา ด้วยเลย

อีกทั้งการมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ปกครองกับครูอาจารย์ ผู้เลี้ยงดู ก็ช่วยสร้างความไว้วางใจที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ เมื่อมีกิจกรรมเกิดขึ้น ก็ไม่บ่ายเบี่ยง เต็มใจทำร่วมกัน มีเป้าหมายและวิสัยทัศน์หลักไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่ได้เป็นการเอาใจเด็กจนไร้ระเบียบวินัย แต่พร้อมจะรักพวกเขาทั้งที่ในบ้านและในโรงเรียน เมื่อได้รับรู้ถึงความรักของผู้ใหญ่ พัฒนาการด้านอารมณ์ก็จะมีความมั่นคง ไม่สับสน ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นผลพลอยไปด้วย จากการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ทั้งสองฝ่ายไปด้วย ไม่ใช่แค่เด็กๆเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว ครอบครัวก็คือสถาบันพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ก่อนจะเรียกร้องจากสังคมภายนอก ต้องย้อนกลับมาดูที่ตัวเราเองด้วยครับ ว่ารู้จักมอบความรักเอาใจใส่ให้ลูกหลานมากพอแค่ไหน